E-Mail
|
E-Mail คืออะไร
E-Mail ย่อมาจาก EIectronic-Mail คือ
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet )การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม
word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป
โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า E-mail Address เป็นหลักในการรับส่ง
แต่ถ้าในกรณีที่เป็นการส่งอีเมล หรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ
เราเรียกว่า Spam และเรียก
อีเมลนั้นว่าเป็น spam mail
รูปแบบชื่อ Email Address yourname@it-guides.com
1. yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้
2. เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain
name
3. it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name
ชนิดของการรับส่ง E-mail
1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น
การรับส่ง Email โดยปกติจะต้องมีการกำหนด
Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ
check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย
ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก
เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงคุณสมัครเป็นสมาชิกกับ
Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น คุณก็สามารถจะตรวจสอบ
Email ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก... (การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)
Web site ที่ให้บริการ Email ฟรี ได้แก่
1. www.yahoo.com
2. www.hotmail.com
3. www.thaimail.com
4. www.mweb.co.th
ประโยชน์ของ E-Mail
1.รวดเร็ว เชื่อถือได้
2.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง และลดการใช้กระดาษ
3.ลดเวลาในการส่งเอกสารลง เพราะผู้ส่งไม่ต้องเสียเวลาไปส่งเอง
หรือรอไปรษณีย์ไปส่งให้
4.ผู้ส่งสามารถส่งเอกสารได้ตลอดไม่จำกัดเวลา หรือระยะทางในการส่ง
ในขณะที่ผู้อ่านก็สามารถเปิดอ่านเอกสารได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
5.สามารถส่งต่อกันได้สะดวก และผู้ส่งสามารถส่งให้ผู้รับได้พร้อมๆกันหลายคนในเวลาเดียวกัน
ระบบการทำงานของอีเมล์
ระบบการทำงานของอีเมล์เป็นการส่งข้อความ (Message) อิเล็คทรอนิกส์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์หนึ่ง ข้อมูลที่ส่งไปมีทั้งตัวหนังสือ
รูปภาพ เสียง และภาพวีดีโอ โดยส่งผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไปยังเมล์เซิร์ฟเวอร์ (Mail
Server) ผ่านไปทางอินเทอร์เน็ต เมื่อข้อมูลไปถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะถูกเก็บไว้ในเมล์บ็อกซ์
รอให้ผู้รับมารับไป การเดินทางเช่นนี้ทำให้อีเมล์เดินทางรอบโลกได้อย่างรวดเร็ว
กระบวนการทำงานของอีเมล์
แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1.
การส่งอีเมล์ การส่งอีเมล์นั้นเราจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าไปใช้งาน
เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถส่งอีเมล์ได้ โดยโปรโตคอลที่ใช้ในการส่งอีเมล์เรียกว่า SMTP
(Simple Mail Transfer Protocol) ทำงานด้วย POP เซิร์ฟเวอร์ (POP = Post Office Protocol)
2.
การเดินทางไปยังเซิร์ฟเวอร์
เมื่อเราเขียนหรือพิมพ์อีเมล์เสร็จแล้ว คอมพิวเตอร์จะส่งอีเมล์ไปให้ SMTP
เซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ก็จะตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่ของผู้รับ แล้วจัดส่งอีเมล์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับ
อีเมล์จะรออยู่ที่เมล์เซิร์ฟเวอร์จนกระทั่ง ผู้รับมารับไป
3.ผู้รับปลายทาง ผู้รับปลายทางจะมีชื่อ-ที่อยู่บนอินเทอรืเน็ตซึ่งสามารถขอรับบริการขอที่
อยู่ได้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ทุกแห่ง อีเมล์จะอยู่ที่เมล์บ็อกซ์ตามจำนวนวัน
เวลาที่ได้รับ รอจนกว่าผู้รับเรียกอีเมล์ไปอ่านและลบออก อีเมล์จึงจะหายไป เราสามารถพิมพ์อีเมล์ไปบนกระดาษทางเครื่องพิมพ์
หรือเก็บอีเมล์ไว้บนฮาร์ดิสก์ไว้อ่านทีหลังได้
ตัวอย่างการนำ E-mail มาใช้การเรียนการสอน
|
การศึกษาผลการใช้
E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และ
เจตคติที่มีต่อการใช้
สมบูรณ์ เจตน์จำลอง มหาวิทยาลัยบูรพา
ในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษในทุกระดับมักจะประสบปัญหา
โดยเฉพาะผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเขียน
ส่วนมากมักเขียนตามที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อให้เขียนเท่านั้น ทำให้ผู้เรียนไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเขียนในสิ่งที่ตนต้องการเขียนมากนัก ผู้เรียนมิได้มีความสนใจที่จะฝึกฝนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
อีกประการหนึ่งคืองานเขียนนั้นมักจำกัดอยู่เพียงการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนเท่านั้น
ซึ่งในชีวิตจริงผู้เรียนควรมีโอกาสได้ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นนอกห้องเรียนบ้าง
โดยเฉพาะกับเจ้าของภาษา ในสถานการณ์ และจุดประสงค์ที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้เรียนการใช้ E-mail มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะการเขียนภาษาอังกฤษให้กับ
ผู้เรียนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดแรง
จูงใจที่จะเขียนภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารอย่างแท้จริงมากขึ้น
Chee (2002) กล่าวว่าการเขียนเป็นหัวใจของการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียน
เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอยู่เป็นประจำ คือการอ่านงานเขียน เขียน
และเตรียมงานเขียน การเขียนทำให้ผู้เรียนได้ทำงานที่ท้าทาย
ทำให้ผู้เรียนได้ค้นพบตัวเอง คิดเอง และแสดงความคิดออกมาเป็นงานเขียน
Gobel (2002) กล่าวว่าความสนใจในการใช้
Internet เพื่อติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก
และความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ E-mail
ในการติดต่อสื่อสารกันเข้ามามีบทบาทในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประทศ
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ E-mail ในชั้นเรียน
มีทั้งการได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในหมู่ผู้เรียนที่มีวัฒนธรรมต่างกัน
Binder (2001) กล่าวว่าการเขียนเป็นหนึ่งในบูรณาการด้านการศึกษา
และในการเรียนการสอนภาษาทุกระดับมักจะผนวกการสอนเขียนไว้ด้วยเสมอ
ยิ่งผู้เรียนเรียนในระดับสูงขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งต้องเขียนมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนมากแล้วการกำหนดให้ผู้เรียนเขียนมักจะกำหนดตามหนังสือแบบเรียนที่ใช้กันเท่านั้น
โดยการฝึกเขียนจากระดับประโยค ระดับย่อหน้า จนถึงการเขียนบทความทางวิชาการ แม้ว่าผู้เรียนจะฝึกเขียนได้มาก
แต่ก็มักทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายเพราะต้องทำตามหนังสือตลอด
การทำให้ผู้เรียนสนุกกับการเขียนมากขึ้น สนองความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น
จะยิ่งทำให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ เกิดแรงจูงใจในการเขียน
และตั้งใจในการฝึกฝนการเขียนอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
เมื่อนั้นการเขียนก็จะไม่เป็นงานที่ยาก และน่าเบื่ออีกต่อไป
Freire (1999) พบว่าเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทาง
E-mail จะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความคิดใหม่ๆ
เกี่ยวกับการใช้ภาษา และศัพท์เทคนิคเฉพาะสาขามากยิ่งขึ้น ภาษาที่ใช้ในการเขียนติดต่อกันทาง
E-mail จะแตกต่างไปจากภาษา
และโครงสร้างของภาษาที่ใช้ในห้องเรียน
นอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาสได้รับความรู้จากคำ
และความหมายของคำที่เจ้าของภาษาใช้กันในแต่ละระดับและสถานการณ์ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือการได้เรียนรู้วัฒนธรรมโดยตรงจากเจ้าของภาษา
Chen (1998) พบว่าจากการวิเคราะห์ข้อความใน
E-mail ที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไต้หวันใช้ติดต่อสื่อสาร
ปรากฏว่านักเรียนมีความพอใจกับการเรียนโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เนื่องจากเป็นวิธีที่สนับสนุนให้มีการศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอ มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ
นอกเหนือจากในห้องเรียน และเป็นการติดต่อสื่อสารอย่างในชีวิตจริง
Vandenheuvel (1997) พบว่าผู้เรียนที่ใช้
E-mail มีความพอใจอย่างยิ่งในการฝึกฝนทักษะการเขียน
เนื่องจากได้มีโอกาสติดต่อกับเพื่อนต่างชาติ เพิ่มพูนระดับความรู้
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน
Laquey (1994) กล่าวว่า E-mail มีความเร็วสูงสามารถส่งและรับข้อความได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที
หรืออย่างมากก็ไม่กี่นาที
ซึ่งเร็วกว่าการรับส่งข้อความทางไปรษณีย์ที่มักจะเรียกกันว่า Snail Mail ซึ่งจะใช้เวลาในการรับและส่งข้อความนานมาก
นอกจากนี้การรับและส่งข้อความทาง E-mail ก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเข้าสู่ระบบ Internet ได้ พร้อมโปรแกรม E-mail และ E-mail Address ของผู้ที่ต้องการติดต่อสื่อสารด้วย
ก็สามารถติดต่อกันได้ทันที
Quarterman และ Carl-Michelle (1994) กล่าวว่าในระบบเครือข่าย Internet
สิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคือ E-mail
หรือ Electronic Mail เพราะการใช้ E-mail ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความถึงกันและกันได้โดยอัตโนมัติผ่านคอมพิวเตอร์เค่
รื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งได้ตลอดเวลา และที่สำคัญสามารถใช้ E-mail ติดต่อกับผู้คนได้เป็นพันล้านคนทั่วโลก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงได้มีผู้สนใจทำวิจัยเกี่ยวกับการใช้ E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษกันมาก
แต่กลับปรากฏว่าในประเทศไทยการวิจัยลักษณะนี้มีน้อยมาก
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลของการใช้
E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
เพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการใช้
E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
ขอบเขตของการวิจัย
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
และศึกษา เจตคติที่มีต่อการใช้ E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษทางด้านโครงสร้างประโยคพื้นฐาน
องค์ประกอบของประโยค การเขียนประโยคและ
ข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน
ของนิสิตภาคปกติวิชาเอกและวิชาโทภาษาอังกฤษที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 212221
ไวยากรณ์และการเขียน (Structure)
หลักสูตรปริญญาตรีของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2543 จำนวน 67 คน
วิธีดำเนินการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยแบบทดสอบ
Pre Test แบบทดสอบ Post Test และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ดังนี้
1.
แบบทดสอบ Pre Test เป็นข้อสอบอัตนัยแบบ Error
Recognition เพื่อทดสอบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ก่อนการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
โดยทดสอบความรู้ด้านโครงสร้างประโยค พื้นฐาน องค์ประกอบของประโยค การเขียนประโยคและ
ข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน รวมทั้งสิ้น 20
คะแนน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที
2.
แบบทดสอบ Post Test เป็นแบบทดสอบอัตนัยแบบ Situational
Writing เพื่อทดสอบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ หลังการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
โดยทดสอบด้านโครงสร้างประโยคพื้นฐาน องค์ประกอบของประโยค
การเขียนประโยคและข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ
และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน เช่นกัน รวม 20 คะแนน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที
3.
แบบสอบถามประกอบด้วยแบบสอบถามทั้งแบบปลายเปิด และแบบปลายปิดจำนวน 50
ข้อ เพื่อศึกษาเจตคติของนิสิตที่มีต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
ผลการวิจัย
1.
ผลการวิจัยเพื่อศึกษาผลการใช้การใช้ E-mail
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
จากผลการวิจัยแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบ
Pre Test และ Post Test ของนิสิตแล้วแสดงว่านิสิตมีทักษะในการเขียนเพิ่มขึ้น
แต่ค่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
จึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้นิสิตมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่านี้
2.
ผลการวิจัยเพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
1. หลังจากนิสิตฝึกการเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail
นิสิตประมาณร้อยละ 90
กล่าวว่าได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้โครงสร้างประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษมากขึ้น
ร้อยละ 8 ไม่แน่ใจ มีเพียงร้อยละ 2 ที่คิดว่าไม่ได้
2. นิสิตประมาณร้อยละ 88 ของกลุ่มประชากรคิดว่าหลังจากที่ได้ใช้ E-mail ฝึกเขียนภาษาอังกฤษแล้วตนได้รับความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของเจ้าของภาษามากขึ้น
3.ประมาณร้อยละ 91 คิดว่าได้เรียนรู้องค์ประกอบต่างๆของประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษมากขึ้น
4.ประมาณร้อยละ 77 ของนิสิตที่เรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียน
คิดว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail ทำให้เพิ่มทักษะในการใช้เครื่องหมายวรรคตอน
5.จากข้อมูลที่ได้นิสิตประมาณร้อยละ 86 มีความเห็นว่าการใช้ E-mail เพื่อฝึกเขียนภาษาอังกฤษทำให้ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องราวสถานการณ์ต่างๆเพิ่มขึ้น
6. นิสิตประมาณร้อยละ 73 คิดว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้ E-mail ไม่ทำให้เสียเวลาในการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียน แต่ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นด้วย ประมาณร้อยละ 8 คิดว่าไม่เพิ่ม
ที่ไม่แน่ใจมีประมาณร้อยละ 6 อย่างใด ประมาณร้อยละ 8
คิดว่าเสียเวลาเรียน ส่วนที่ไม่แน่ใจมีประมาณร้อยละ 19
7.สิ่งที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดในการฝึกเขียน E-mail
คือไวยากรณ์และการใช้คำศัพท์สำนวน มีประมาณร้อยละ 25 เท่ากัน
ปัญหาด้านเครื่องคอมพิวเตอร์มีประมาณร้อยละ 20
8.ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงว่าหัวข้อที่นิสิตใช้ฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail มากที่สุด
คือประวัติตัวเอง รองลงมาเป็นเรื่องการเรียน ชีวิตประจำวัน
เมืองหรือประเทศที่อาศัย เป็นต้น
9. นิสิตนำความรู้จากบทเรียนในวิชาไวยากรณ์และการเขียนเรื่อง Tenses
มาใช้ในการเขียน E-mail มากที่สุด
รองลงมาตามลำดับได้แก่ Basic Sentences, Clauses, Word Classes, Modals,
Types of Sentences และ Punctuation
10. ในการฝึกเขียนภาษาอังกฤษผ่านทาง E-mail
นั้นนิสิตในกลุ่มประชากรประมาณร้อยละ 70
ระบุว่าได้เขียนติดต่อสื่อสารกับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษา มีเพียงประมาณร้อยละ 28
ที่กล่าวว่าได้เขียนติดต่อกับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ส่วนที่เหลือไม่ระบุ
11.
นิสิตประมาณร้อยละ 90 ระบุว่าต้องการใช้ E-mail
ในการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสารต่อไปหลังจากเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนจบแล้ว
มีประมาณร้อยละ 2 เท่ากันที่กล่าวว่าไม่ใช้ และไม่แน่ใจ ประมาณร้อยละ 6 ไม่ระบุ
12.ในการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนนั้น นิสิตประมาณร้อยละ 89
ต้องการให้มีการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทั้งแบบเดิม และใช้ E-mail
ควบคู่กันไป มีนิสิตประมาณร้อยละ 9
ที่ต้องการใช้ E-mail อย่างเดียวในการฝึกเขียนภาษาอังกฤษ
ประมาณร้อยละ 2 ไม่ระบุ
13.จากแบบสอบถามเจตคติของนิสิตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนกับการฝึกการเขียนภาษาอังกฤษทาง
E-mail นิสิตประมาณร้อยละ 84
มีความเห็นว่าการฝึกการเขียนทาง E-mail
ช่วยให้การเรียนวิชาดังกล่าวดีขึ้น ประมาณร้อยละ 13 ไม่แน่ใจ ส่วนประมาณร้อยละ 2
คิดว่าไม่ช่วยให้การเรียนวิชาดังกล่าวดีขึ้น
14. นิสิตประมาณร้อยละ 73 กล่าวว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail ช่วยให้ชอบการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ประมาณร้อยละ 19 ไม่แน่ใจ
อีกประมาณร้อยละ 8 คิดว่าการฝึกเขียนโดยใช้ E-mail ไม่ช่วยให้ชอบการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น
15. เมื่อเปรียบเทียบการฝึกเขียนภาษาอังกฤษแบบเดิมกับการฝึกเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้ E-mail นิสิตประมาณร้อยละ 83 คิดว่าการฝึกเขียนโดยใช้
E-mail ดีกว่า ประมาณร้อยละ 12
คิดว่าแบบเดิมดีกว่า อีกประมาณร้อยละ 5 ไม่แน่ใจ
สรุป
1. จากผลการวิจัยแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบ Pre
Test และ Post Test ของนิสิตแล้วแสดงว่านิสิตมีทักษะในการเขียนเพิ่มขึ้น
แต่ค่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
จึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ
รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้นิสิตมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่านี้
2. ในการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
ปัญหาประการหนึ่งก็คือการรอ E-mail ตอบกลับหลังจากที่นิสิตเขียนส่งไปแล้ว
วิธีการหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ
การติดต่อกับผู้สอนภาษาอังกฤษด้วยกันโดยเฉพาะจากประเทศเจ้าของภาษาที่มีผู้เรียนลักษณะใกล้เคียงกัน
เพื่อทำโครงการ Classroom Exchange ร่วมกัน
3. จากการวิจัย นอกจากนิสิตจะได้รับประโยชน์หลายประการทางด้านภาษาแล้ว
นิสิตยังได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน
ในการวิจัยคราวต่อๆไป ควรมีการศึกษาด้านนี้ด้วย
เนื่องจากการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ E-mail ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก
4. จากผลการวิจัย นิสิตส่วนใหญ่มีเจตคติที่ดีมากต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ดี ในการเรียนการสอนเขียนภาษาอังกฤษนั้นไม่ควรเน้นการฝึกเขียนโดยการใช้ E-mail ตลอด ควรมีการสอนเขียนหลายๆรูปแบบผสมผสานกันไป
ที่มา:http://srayaisom.dyndns.org/network/ct/email3.html
http://guru.sanook.com
http://mtbkzone.exteen.com
http://www.ismed.or.th
บรรณานุกรม
Binder,
Carol. 2001. “Does Writing Have to Be Painful”. In:
The 21st Thailand TESOL International Conference: Conference
Summaries; 2001 January 18-20; Bangkok: pp. 9-11.
Chee, Laksamee.
2002. “Engaging Ideas: Integrating Writing, Critical Thinking and Active
Learning in the Classroom”. In: The 22nd Thailand TESOL
International Conference: Conference Summaries; January
17-19; Chiang Mai: pp. 33-35.
Chen, Chin-Fen.
1998. “Integrating Internet Resources into the Learning of English as a
Foreign Language in a Taiwanese High School: A Case Study”. Dissertation
Abstracts ProQuest (1988-1999)[CD-ROM], 3719. Available: UMI Company.
Freire,
Maximina, Maria. 1999. “Computer Mediated Communication in the
Business Territory: A Joint Expedition Through E-mail Messages and Reflections
Upon Job Activities”. Dissertation Abstracts ProQuest (1988-1999)
[CD-ROM], Available: UMI Company.
Gobel,
Peter. 2002. “Key Concepts in E-mail Fluency”. In: The
22nd Thailand TESOL International Conference: Conference
Summaries. January 17-19; Chiang Mai: pp. 39-41.
Laquey,
Tracy. 1994. The Internet Companion: A Beginner’s Guide to
Global Networking. New York: Addison-Wesley Publishing Co.
Quarterman, John
S., and Carl-Michelle. 1994. The E-mail Companion. New
York: Addison-Wesley Publishing Co.
Vandenheuvel,
Mireiller R. 1997. The Correlation Between the Use of E-mail and
Oral Fluency in Spanish Language Instruction. Dissertation Abstracts
ProQuest- [CD-ROM], 3860. Available: UMI Company