วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556








อัปโหลดเมื่อ 6 ธ.ค. 2011
พ่อมดกอบวิทย์ สอนเรื่องสถานะของสาร คุณครูกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ รร.นนทรีวิทยา เมื่อคุณครูวิทยาศาสตร์ ม.1 แห่งโรงเรียนนนทรีวิทยา แสดงบทบาทสมมติเป็นพ่อมด ที่ร่ายคาถาพานักเรียนเข้าสู่ดินแดนแห่งเว­ทมนต์ เพื่อเรียนรู้ เรื่อง สถานะของสาร ชั่วโมงการเรียนวิทยาศาสตร์ที่แสนสนุกจึงไ­ด้เริ่มต้นขึ้น ชมเทคนิคการสอนที่กระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่ว­มกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ของ คุณครูกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ เพื่อให้ลูกศิษย์ตัวน้อยได้เข้าใจเรื่องสถ­านะของสารในระดับอนุภาค ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?i...

วิทยาศาสตร์ประถมศึกษา

วิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา





                                                      สอนไฟฟ้า5กิจกรรม ครูกอบวิทย์






เผยแพร่เมื่อ 28 มี.ค. 2012
วีดิทัศน์การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง วงจรไฟฟ้า วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดย ครูกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ โรงเรียนนนทรีวิทยา ในรายการ Reversion ของโทรทัศน์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลในการจัดการเรียนรู้ จากการชมรายการโทรทัศน์ครู ตอน Hard to teach Electricity ลองรับชมกันนะครับ วิธีการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนง่ายๆ แล้วไฟฟ้าจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักเรียน­ของเราอีกต่อไป

นักศึกษาครู ครูใหม่




                                                                 ครูคนใหม่






อัปโหลดเมื่อ 13 ต.ค. 2011
ความรู้สำหรับครู จากรายการโทรทัศน์ครู
นำข้อมูลมาจาก : http://www.youtube.com/watch?v=fn5ML8Fuch8

E-Mail

                                                           
                                                           E-Mail









E-Mail คืออะไร
 

E-Mail ย่อมาจาก  EIectronic-Mail คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet )การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า E-mail Address เป็นหลักในการรับส่ง แต่ถ้าในกรณีที่เป็นการส่งอีเมล หรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ เราเรียกว่า Spam  และเรียก อีเมลนั้นว่าเป็น spam mail
 

รูปแบบชื่อ Email Address yourname@it-guides.com

1. yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้

2. เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name
3. it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name

ชนิดของการรับส่ง E-mail

1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น


          การรับส่ง Email โดยปกติจะต้องมีการกำหนด Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงคุณสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น คุณก็สามารถจะตรวจสอบ Email ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก... (การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)

Web site ที่ให้บริการ Email ฟรี ได้แก่
1. www.yahoo.com
2. www.hotmail.com
3. www.thaimail.com
4. www.mweb.co.th 




ประโยชน์ของ E-Mail
 

1.รวดเร็ว เชื่อถือได้  
2.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง และลดการใช้กระดาษ
3.ลดเวลาในการส่งเอกสารลง เพราะผู้ส่งไม่ต้องเสียเวลาไปส่งเอง หรือรอไปรษณีย์ไปส่งให้
4.ผู้ส่งสามารถส่งเอกสารได้ตลอดไม่จำกัดเวลา หรือระยะทางในการส่ง ในขณะที่ผู้อ่านก็สามารถเปิดอ่านเอกสารได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
5.สามารถส่งต่อกันได้สะดวก และผู้ส่งสามารถส่งให้ผู้รับได้พร้อมๆกันหลายคนในเวลาเดียวกัน

ระบบการทำงานของอีเมล์

             
         ระบบการทำงานของอีเมล์เป็นการส่งข้อความ (Message) อิเล็คทรอนิกส์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์หนึ่ง ข้อมูลที่ส่งไปมีทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ เสียง และภาพวีดีโอ โดยส่งผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไปยังเมล์เซิร์ฟเวอร์ (Mail Server) ผ่านไปทางอินเทอร์เน็ต เมื่อข้อมูลไปถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะถูกเก็บไว้ในเมล์บ็อกซ์ รอให้ผู้รับมารับไป การเดินทางเช่นนี้ทำให้อีเมล์เดินทางรอบโลกได้อย่างรวดเร็ว

 กระบวนการทำงานของอีเมล์ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

           

 1. การส่งอีเมล์ การส่งอีเมล์นั้นเราจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าไปใช้งาน เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถส่งอีเมล์ได้ โดยโปรโตคอลที่ใช้ในการส่งอีเมล์เรียกว่า SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) ทำงานด้วย POP เซิร์ฟเวอร์ (POP = Post Office Protocol)


2. การเดินทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ เมื่อเราเขียนหรือพิมพ์อีเมล์เสร็จแล้ว คอมพิวเตอร์จะส่งอีเมล์ไปให้ SMTP เซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ก็จะตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่ของผู้รับ แล้วจัดส่งอีเมล์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับ อีเมล์จะรออยู่ที่เมล์เซิร์ฟเวอร์จนกระทั่ง ผู้รับมารับไป

3.ผู้รับปลายทาง ผู้รับปลายทางจะมีชื่อ-ที่อยู่บนอินเทอรืเน็ตซึ่งสามารถขอรับบริการขอที่ อยู่ได้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ทุกแห่ง อีเมล์จะอยู่ที่เมล์บ็อกซ์ตามจำนวนวัน เวลาที่ได้รับ รอจนกว่าผู้รับเรียกอีเมล์ไปอ่านและลบออก อีเมล์จึงจะหายไป เราสามารถพิมพ์อีเมล์ไปบนกระดาษทางเครื่องพิมพ์ หรือเก็บอีเมล์ไว้บนฮาร์ดิสก์ไว้อ่านทีหลังได้

ตัวอย่างการนำ E-mail มาใช้การเรียนการสอน

         การศึกษาผลการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และ

เจตคติที่มีต่อการใช้

       สมบูรณ์  เจตน์จำลอง    มหาวิทยาลัยบูรพา

ในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษในทุกระดับมักจะประสบปัญหา โดยเฉพาะผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย  ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเขียน  ส่วนมากมักเขียนตามที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อให้เขียนเท่านั้น  ทำให้ผู้เรียนไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเขียนในสิ่งที่ตนต้องการเขียนมากนัก  ผู้เรียนมิได้มีความสนใจที่จะฝึกฝนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  อีกประการหนึ่งคืองานเขียนนั้นมักจำกัดอยู่เพียงการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนเท่านั้น ซึ่งในชีวิตจริงผู้เรียนควรมีโอกาสได้ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นนอกห้องเรียนบ้าง โดยเฉพาะกับเจ้าของภาษา  ในสถานการณ์  และจุดประสงค์ที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้เรียนการใช้ E-mail มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะการเขียนภาษาอังกฤษให้กับ ผู้เรียนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดแรง จูงใจที่จะเขียนภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารอย่างแท้จริงมากขึ้น
Chee (2002) กล่าวว่าการเขียนเป็นหัวใจของการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอยู่เป็นประจำ คือการอ่านงานเขียน เขียน และเตรียมงานเขียน การเขียนทำให้ผู้เรียนได้ทำงานที่ท้าทาย ทำให้ผู้เรียนได้ค้นพบตัวเอง คิดเอง และแสดงความคิดออกมาเป็นงานเขียน
Gobel (2002) กล่าวว่าความสนใจในการใช้ Internet เพื่อติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก และความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ E-mail ในการติดต่อสื่อสารกันเข้ามามีบทบาทในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประทศ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ E-mail ในชั้นเรียน มีทั้งการได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในหมู่ผู้เรียนที่มีวัฒนธรรมต่างกัน
Binder (2001) กล่าวว่าการเขียนเป็นหนึ่งในบูรณาการด้านการศึกษา และในการเรียนการสอนภาษาทุกระดับมักจะผนวกการสอนเขียนไว้ด้วยเสมอ ยิ่งผู้เรียนเรียนในระดับสูงขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งต้องเขียนมากขึ้นเท่านั้น ส่วนมากแล้วการกำหนดให้ผู้เรียนเขียนมักจะกำหนดตามหนังสือแบบเรียนที่ใช้กันเท่านั้น โดยการฝึกเขียนจากระดับประโยค ระดับย่อหน้า จนถึงการเขียนบทความทางวิชาการ แม้ว่าผู้เรียนจะฝึกเขียนได้มาก แต่ก็มักทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายเพราะต้องทำตามหนังสือตลอด การทำให้ผู้เรียนสนุกกับการเขียนมากขึ้น สนองความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น จะยิ่งทำให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ เกิดแรงจูงใจในการเขียน และตั้งใจในการฝึกฝนการเขียนอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้นเช่นกัน เมื่อนั้นการเขียนก็จะไม่เป็นงานที่ยาก และน่าเบื่ออีกต่อไป
Freire (1999) พบว่าเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นทาง E-mail จะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษา และศัพท์เทคนิคเฉพาะสาขามากยิ่งขึ้น ภาษาที่ใช้ในการเขียนติดต่อกันทาง E-mail จะแตกต่างไปจากภาษา และโครงสร้างของภาษาที่ใช้ในห้องเรียน นอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาสได้รับความรู้จากคำ และความหมายของคำที่เจ้าของภาษาใช้กันในแต่ละระดับและสถานการณ์  สิ่งสำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือการได้เรียนรู้วัฒนธรรมโดยตรงจากเจ้าของภาษา
Chen (1998) พบว่าจากการวิเคราะห์ข้อความใน E-mail ที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไต้หวันใช้ติดต่อสื่อสาร ปรากฏว่านักเรียนมีความพอใจกับการเรียนโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นวิธีที่สนับสนุนให้มีการศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอ มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากในห้องเรียน และเป็นการติดต่อสื่อสารอย่างในชีวิตจริง
Vandenheuvel (1997) พบว่าผู้เรียนที่ใช้ E-mail มีความพอใจอย่างยิ่งในการฝึกฝนทักษะการเขียน เนื่องจากได้มีโอกาสติดต่อกับเพื่อนต่างชาติ  เพิ่มพูนระดับความรู้  แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน
Laquey (1994) กล่าวว่า E-mail มีความเร็วสูงสามารถส่งและรับข้อความได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที หรืออย่างมากก็ไม่กี่นาที ซึ่งเร็วกว่าการรับส่งข้อความทางไปรษณีย์ที่มักจะเรียกกันว่า Snail Mail ซึ่งจะใช้เวลาในการรับและส่งข้อความนานมาก นอกจากนี้การรับและส่งข้อความทาง E-mail ก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเข้าสู่ระบบ Internet ได้ พร้อมโปรแกรม E-mail และ E-mail Address ของผู้ที่ต้องการติดต่อสื่อสารด้วย ก็สามารถติดต่อกันได้ทันที 
Quarterman และ Carl-Michelle (1994) กล่าวว่าในระบบเครือข่าย Internet สิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคือ E-mail หรือ Electronic Mail เพราะการใช้ E-mail ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความถึงกันและกันได้โดยอัตโนมัติผ่านคอมพิวเตอร์เค่ รื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งได้ตลอดเวลา และที่สำคัญสามารถใช้ E-mail ติดต่อกับผู้คนได้เป็นพันล้านคนทั่วโลก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงได้มีผู้สนใจทำวิจัยเกี่ยวกับการใช้  E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษกันมาก แต่กลับปรากฏว่าในประเทศไทยการวิจัยลักษณะนี้มีน้อยมาก
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลของการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
เพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ

ขอบเขตของการวิจัย
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และศึกษา  เจตคติที่มีต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษทางด้านโครงสร้างประโยคพื้นฐาน องค์ประกอบของประโยค การเขียนประโยคและ   ข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน ของนิสิตภาคปกติวิชาเอกและวิชาโทภาษาอังกฤษที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 212221 ไวยากรณ์และการเขียน (Structure) หลักสูตรปริญญาตรีของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา 2543 จำนวน 67 คน

วิธีดำเนินการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยแบบทดสอบ Pre Test  แบบทดสอบ Post Test  และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ดังนี้
1.       แบบทดสอบ Pre Test เป็นข้อสอบอัตนัยแบบ Error Recognition เพื่อทดสอบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ก่อนการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน โดยทดสอบความรู้ด้านโครงสร้างประโยค       พื้นฐาน องค์ประกอบของประโยค การเขียนประโยคและ ข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน รวมทั้งสิ้น 20 คะแนน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที
2.       แบบทดสอบ Post Test เป็นแบบทดสอบอัตนัยแบบ Situational Writing เพื่อทดสอบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ หลังการใช้  E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน โดยทดสอบด้านโครงสร้างประโยคพื้นฐาน องค์ประกอบของประโยค การเขียนประโยคและข้อความสั้นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน เช่นกัน รวม 20 คะแนน ใช้เวลาในการทดสอบ 30 นาที
3.       แบบสอบถามประกอบด้วยแบบสอบถามทั้งแบบปลายเปิด และแบบปลายปิดจำนวน 50 ข้อ เพื่อศึกษาเจตคติของนิสิตที่มีต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน

ผลการวิจัย
1.   ผลการวิจัยเพื่อศึกษาผลการใช้การใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
จากผลการวิจัยแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบ Pre Test และ Post Test ของนิสิตแล้วแสดงว่านิสิตมีทักษะในการเขียนเพิ่มขึ้น แต่ค่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้นิสิตมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่านี้
2. ผลการวิจัยเพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการใช้ E-mail  เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
1.  หลังจากนิสิตฝึกการเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail นิสิตประมาณร้อยละ 90 กล่าวว่าได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้โครงสร้างประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษมากขึ้น ร้อยละ 8 ไม่แน่ใจ มีเพียงร้อยละ 2 ที่คิดว่าไม่ได้
2. นิสิตประมาณร้อยละ 88 ของกลุ่มประชากรคิดว่าหลังจากที่ได้ใช้ E-mail ฝึกเขียนภาษาอังกฤษแล้วตนได้รับความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของเจ้าของภาษามากขึ้น
3.ประมาณร้อยละ 91 คิดว่าได้เรียนรู้องค์ประกอบต่างๆของประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษมากขึ้น
4.ประมาณร้อยละ 77 ของนิสิตที่เรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียน คิดว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail ทำให้เพิ่มทักษะในการใช้เครื่องหมายวรรคตอน
5.จากข้อมูลที่ได้นิสิตประมาณร้อยละ 86 มีความเห็นว่าการใช้ E-mail เพื่อฝึกเขียนภาษาอังกฤษทำให้ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องราวสถานการณ์ต่างๆเพิ่มขึ้น
6. นิสิตประมาณร้อยละ 73 คิดว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้ E-mail ไม่ทำให้เสียเวลาในการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียน  แต่ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นด้วย ประมาณร้อยละ 8 คิดว่าไม่เพิ่ม ที่ไม่แน่ใจมีประมาณร้อยละ 6  อย่างใด ประมาณร้อยละ 8 คิดว่าเสียเวลาเรียน ส่วนที่ไม่แน่ใจมีประมาณร้อยละ 19
7.สิ่งที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดในการฝึกเขียน E-mail คือไวยากรณ์และการใช้คำศัพท์สำนวน มีประมาณร้อยละ 25 เท่ากัน ปัญหาด้านเครื่องคอมพิวเตอร์มีประมาณร้อยละ 20
8.ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงว่าหัวข้อที่นิสิตใช้ฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail มากที่สุด  คือประวัติตัวเอง รองลงมาเป็นเรื่องการเรียน ชีวิตประจำวัน เมืองหรือประเทศที่อาศัย เป็นต้น
9. นิสิตนำความรู้จากบทเรียนในวิชาไวยากรณ์และการเขียนเรื่อง Tenses มาใช้ในการเขียน E-mail มากที่สุด รองลงมาตามลำดับได้แก่ Basic Sentences, Clauses, Word Classes, Modals, Types of Sentences และ Punctuation
10.  ในการฝึกเขียนภาษาอังกฤษผ่านทาง E-mail นั้นนิสิตในกลุ่มประชากรประมาณร้อยละ 70 ระบุว่าได้เขียนติดต่อสื่อสารกับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษา มีเพียงประมาณร้อยละ 28 ที่กล่าวว่าได้เขียนติดต่อกับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ส่วนที่เหลือไม่ระบุ
11.    นิสิตประมาณร้อยละ 90 ระบุว่าต้องการใช้ E-mail ในการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสารต่อไปหลังจากเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนจบแล้ว มีประมาณร้อยละ 2 เท่ากันที่กล่าวว่าไม่ใช้ และไม่แน่ใจ ประมาณร้อยละ 6 ไม่ระบุ
12.ในการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนนั้น นิสิตประมาณร้อยละ 89 ต้องการให้มีการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทั้งแบบเดิม และใช้ E-mail ควบคู่กันไป  มีนิสิตประมาณร้อยละ 9 ที่ต้องการใช้ E-mail อย่างเดียวในการฝึกเขียนภาษาอังกฤษ ประมาณร้อยละ 2 ไม่ระบุ
13.จากแบบสอบถามเจตคติของนิสิตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนวิชาไวยากรณ์และการเขียนกับการฝึกการเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail นิสิตประมาณร้อยละ 84 มีความเห็นว่าการฝึกการเขียนทาง E-mail ช่วยให้การเรียนวิชาดังกล่าวดีขึ้น ประมาณร้อยละ 13 ไม่แน่ใจ ส่วนประมาณร้อยละ 2 คิดว่าไม่ช่วยให้การเรียนวิชาดังกล่าวดีขึ้น
14. นิสิตประมาณร้อยละ 73 กล่าวว่าการฝึกเขียนภาษาอังกฤษทาง E-mail ช่วยให้ชอบการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ประมาณร้อยละ 19 ไม่แน่ใจ อีกประมาณร้อยละ 8 คิดว่าการฝึกเขียนโดยใช้ E-mail ไม่ช่วยให้ชอบการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น
15. เมื่อเปรียบเทียบการฝึกเขียนภาษาอังกฤษแบบเดิมกับการฝึกเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้ E-mail นิสิตประมาณร้อยละ 83 คิดว่าการฝึกเขียนโดยใช้ E-mail ดีกว่า ประมาณร้อยละ 12 คิดว่าแบบเดิมดีกว่า อีกประมาณร้อยละ 5 ไม่แน่ใจ

สรุป

1.   จากผลการวิจัยแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบ Pre Test และ Post Test ของนิสิตแล้วแสดงว่านิสิตมีทักษะในการเขียนเพิ่มขึ้น แต่ค่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้นิสิตมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่านี้
2. ในการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ปัญหาประการหนึ่งก็คือการรอ E-mail ตอบกลับหลังจากที่นิสิตเขียนส่งไปแล้ว วิธีการหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ การติดต่อกับผู้สอนภาษาอังกฤษด้วยกันโดยเฉพาะจากประเทศเจ้าของภาษาที่มีผู้เรียนลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อทำโครงการ Classroom Exchange ร่วมกัน
3. จากการวิจัย นอกจากนิสิตจะได้รับประโยชน์หลายประการทางด้านภาษาแล้ว นิสิตยังได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ในการวิจัยคราวต่อๆไป ควรมีการศึกษาด้านนี้ด้วย เนื่องจากการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ E-mail ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก
4. จากผลการวิจัย นิสิตส่วนใหญ่มีเจตคติที่ดีมากต่อการใช้ E-mail เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ดี ในการเรียนการสอนเขียนภาษาอังกฤษนั้นไม่ควรเน้นการฝึกเขียนโดยการใช้ E-mail ตลอด ควรมีการสอนเขียนหลายๆรูปแบบผสมผสานกันไป

ที่มา:http://srayaisom.dyndns.org/network/ct/email3.html
  http://guru.sanook.com
  http://mtbkzone.exteen.com
  http://www.ismed.or.th

บรรณานุกรม
Binder, Carol.  2001.  “Does Writing Have to Be Painful”.  In: The 21st Thailand TESOL International Conference: Conference Summaries; 2001 January 18-20;  Bangkok: pp. 9-11.
Chee, Laksamee.  2002.  “Engaging Ideas: Integrating Writing, Critical Thinking and Active Learning in the Classroom”.  In: The 22nd Thailand TESOL International Conference: Conference Summaries;  January 17-19; Chiang Mai: pp. 33-35.
Chen, Chin-Fen. 1998.  “Integrating Internet Resources into the Learning of English as a Foreign Language in a Taiwanese High School: A Case Study”.  Dissertation Abstracts ProQuest (1988-1999)[CD-ROM], 3719. Available: UMI Company.
Freire, Maximina, Maria.  1999.  “Computer Mediated Communication in the Business Territory: A Joint Expedition Through E-mail Messages and Reflections Upon Job Activities”.  Dissertation Abstracts ProQuest (1988-1999) [CD-ROM], Available: UMI Company.
Gobel, Peter.  2002.  “Key Concepts in E-mail Fluency”.  In: The 22nd Thailand TESOL International Conference:  Conference Summaries.  January 17-19; Chiang Mai: pp. 39-41.
Laquey, Tracy.  1994.  The Internet Companion: A Beginner’s Guide to Global Networking.  New York: Addison-Wesley Publishing Co.
Quarterman, John S., and Carl-Michelle.  1994.  The E-mail Companion.  New York: Addison-Wesley Publishing Co.
Vandenheuvel, Mireiller R.  1997.  The Correlation Between the Use of E-mail and Oral Fluency in Spanish Language Instruction.  Dissertation Abstracts ProQuest-  [CD-ROM], 3860.  Available: UMI Company

e-Learning





                                                 e-Learning



     คำว่า e-Learning โดยทั่วๆ ไปจะครอบคลุมความหมายที่กว้างมาก กล่าวคือ จะหมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศอาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ อาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวิดีทัศน์ ตามอัธยาศัย (Video On-Demand) เป็นต้น
          อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึง e-Learning จะหมายเฉพาะถึงการเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศ ซึ่งออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา และเทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนจาก e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ และ/หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ นอกจากนี้ เนื้อหาสารสนเทศของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
          อันที่จริง e-Learning เป็นรูปแบบการเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการเรียนในลักษณะทางไกล (Distance Learning)กล่าวคือเป็นรูปแบบการเรียนซึ่งผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางมา เรียนในสถานที่เดียวกันในเวลาเดียวกันโดยผู้เรียนจะต้อง ศึกษาเนื้อหาจาก e-Learning Courseware ซึ่งหมายถึงสื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการออกแบบ และพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการนำเสนอเนื้อหาความรู้ ในลักษณะของสื่อประสม (multimedia) มีการเน้นความเป็น non-linear มีการออกแบบกิจกรรมซึ่งผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับเนื้อหา (interaction) รวมทั้งมีแบบฝึกหัดและ แบบทดสอบให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจได้ โดยเนื้อหาของ e-Learning Courseware จะมีการแบ่งไว้เป็นหน่วยๆ (module) เมื่อศึกษาด้วยตนเองแล้ว ผู้เรียนมีหน้าที่ในการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งการสอบถามปัญหาต่างๆ กับเพื่อนๆ ร่วมชั้นทางอิเล็กทรอนิกส์ (ซึ่งในที่นี้หมายถึงออนไลน์) หลังจากนั้นผู้สอนอาจนัดหมายผู้เรียนมาพบ (ในชั้นเรียน หรือในลักษณะออนไลน์ก็ได้) แต่ไม่ใช่เพื่อการสอนเสริมแบบการเรียนทางไกล ในลักษณะเดิม หากผู้สอนสามารถใช้เวลานั้นในการเน้นย้ำประเด็นสำคัญๆที่ผู้สอนทราบว่าผู้ เรียนมักจะเกิดปัญหา หรือตอบปัญหาที่ผู้เรียนพบจากการที่ได้ศึกษาด้วยตนเองแล้วก่อนที่จะมาเข้า ชั้นเรียนนั่นเอง
           อย่างไรก็ดี การเรียนในลักษณะ e-Learning ก็สามารถนำมาปรับใช้กับการเรียนในลักษณะปรกติได้ หากนำมาใช้ อย่างถูกวิธี ผู้สอนก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสอนในลักษณะบรรยาย (lecture) เป็นส่วนใหญ่อีกต่อไป และสามารถ ใช้เวลาในห้องเรียนให้มีประโยชน์สูงสุด เพราะ e-Learning สามารถนำมาใช้แทนที่หรือเสริมในส่วนของการบรรยาย ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อหาการเรียนซึ่งเน้นการท่องจำ (Verbal Information) และ ทักษะทางปัญญา (Intellectual Skills) จะขอยกตัวอย่างวิชา เทคโนโลยีและการศึกษาร่วมสมัยที่ผู้เขียนสอนอยู่เพื่อให้เกิดความชัดเจนเช่น ในคาบแรกของการสอนผู้เขียนจำเป็นต้องสอนเนื้อหาให้ครอบคลุมทั้งความหมาย ขอบเขต บทบาทและพัฒนาการของ เทคโนโลยีทางการศึกษา การที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจในความหมายของคำว่าเทคโนโลยีการศึกษา ที่แท้จริงอย่างชัดเจนแล้ว ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างความหมายตามความคิดของผู้เรียนเอง (Conceptualize) ซึ่งการได้มาซึ่งความ คิดของตนเองนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดจากวิธีการสอนแบบบรรยายทั้งหมดในขณะเดียวกันหากผู้ สอนใช้เวลา ไปกับวิธีการสอนในลักษณะใหม่ที่ทำให้ผู้เรียนพยายามสร้างความเข้าใจเกี่ยว กับคอนเซปต์นั้นๆ ด้วยตนเอง เช่น การทำกิจกรรมเดี่ยว และ/หรือกิจกรรมกลุ่ม หรือ การให้ผู้เรียนสรุปความจากเอกสาร หรือ การเชิญวิทยากรมา บรรยายเพิ่มเติมและสรุปประเด็น เป็นต้น ในกรณีนี้ ผู้สอนก็จะเกิดปัญหาในการสอนไม่ทันให้ครบ ตามหัวข้อในคาบนั้น e-Learning จึงช่วยผู้สอนในการสอนเนื้อหาที่ไม่ต้องการการอธิบายเพิ่มเติมมากนัก เช่นในที่นี้ ได้แก่ พัฒนาการของเทคโนโลยีทางการศึกษา และช่วยทบทวนในเนื้อหาที่ไม่สามารถลงรายละเอียดได้ ดังนั้น e-Learning ที่ออกแบบมาดี สามารถนำเสนอเนื้อหาบางหัวข้อแทนผู้สอนได้โดยที่ผู้สอนไม่จำเป็นต้องสอนใน ชั้นเรียน และผู้สอนสามารถใช้เวลาในชั้นเรียนอย่างคุ้มค่ามากขึ้นเช่น การออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์แทน อย่างไรก็ดี ผู้สอนบางคนอาจจะเห็นว่า การปรากฏตัวของครูในห้องเรียนเพื่อบรรยายเป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะเมื่อ ผู้เรียนเกิดปัญหาก็สามารถที่จะตอบปัญหาหรือให้ผลป้อนกลับได้ทันที อย่างไรก็ตามให้ลองนึกกลับไปว่า ในชั้นเรียนที่ผู้สอนบรรยายในครั้งหนึ่งๆ นั้น มีผู้เรียนที่ถามคำถามสักกี่คนและกี่คำถามกัน ความจริงคือมีจำนวนน้อยมาก อีกทั้ง การสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างมีระบบ จะสามารถถ่ายทอดการสอนให้ใกล้เคียงกับการสอนได้จริง รวมทั้งสามารถที่จะนำสื่อประกอบที่ผู้สอนใช้จริง มาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยใช้สื่อในรูปแบบที่เหมาะสมและหลาก หลายทั้งนี้เพื่อเป้าหมายสำคัญในการ สื่อความหมายให้ชัดเจนมากที่สุด และใช้นำเสนอผ่านทางคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ เช่นเดียวกันกับ e-Learning กับการสอนทางไกล การใช้เวลาในห้องเรียนของการสอนในลักษณะปรกตินี้ ผู้สอนจะต้องปรับกลยุทธ์การสอน ให้แตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ ผู้สอนต้องใช้เวลาในห้องเรียนให้มีประโยชน์สูงสุด เช่น การเลือกกิจกรรม หรือ ภาระงาน ที่มีความหมายต่อความเข้าใจเนื้อหาการเรียนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสลงมือทำ หรือ การบรรยายเฉพาะส่วนของเนื้อหา ที่เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ผู้เรียนมักจะพบปัญหา หรือ การใช้เวลาในการตอบปัญหาที่ผู้เรียนพบจากการที่ได้ศึกษา ด้วยตนเอง เป็นต้น

ระดับการถ่ายทอดเนื้อหา

          สำหรับ e-Learning แล้ว การถ่ายทอดเนื้อหาสามารถแบ่งได้คร่าวๆ เป็น 3 ระดับ ด้วยกัน กล่าวคือ


           ระดับเน้นข้อความออนไลน์ (Text Online) หมายถึง เนื้อหาของ e-Learning ในระดับนี้จะอยู่ในรูปของข้อความเป็นหลัก e-Learning ในลักษณะนี้จะเหมือนกับการสอนบนเว็บ (WBI) ซึ่งเน้นเนื้อหาที่เป็นข้อความ ตัวอักษรเป็นหลัก ซึ่งมีข้อดี ก็คือ การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหาและการบริหารจัดการคอร์ส
           ระดับ Low Cost Interactive Online Course หมาย ถึง เนื้อหาของ e-Learning ในระดับนี้จะอยู่ในรูปของตัวอักษร ภาพ เสียงและวิดีทัศน์ ที่ผลิตขึ้นมาอย่างง่ายๆ ประกอบการเรียนการสอน e-Learning ในระดับนี้จะต้องมีการพัฒนา CMS ที่ดี เพื่อช่วยผู้ใช้ในการปรับเนื้อหาให้ทันสมัยได้อย่างสะดวก
           ระดับ High Quality Online Course หมายถึง เนื้อหาของ e-Learning ในระดับนี้จะอยู่ในรูปของมัลติมีเดียที่มีลักษณะมืออาชีพ กล่าวคือ การผลิตต้องใช้ทีมงานในการผลิตที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบการสอน (instructional designers) และ ผู้เชี่ยวชาญการผลิตมัลติมีเดีย (multimedia experts) ซึ่งหมายถึง โปรแกรมเมอร์ (programmers) นักออกแบบกราฟิค (graphic designers)และ/หรือผู้เชี่ยวชาญในการผลิตแอนิเมชั่น (animation experts) เป็นต้น e-Learning ในลักษณะนี้จะต้องมีการใช้เครื่องมือ (Tools) เพิ่มเติมในการผลิตและเรียกดูเนื้อหาด้วย

                      ระดับการนำ e-Learning ไปใช้



การนำ e-Learning ไปใช้ประกอบกับการเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 ระดับ ดังนี้

           
      สื่อเสริม (Supplementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะสื่อเสริม กล่าวคือ นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว ผู้เรียนยังสามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้ในลักษณะอื่นๆ เช่น จากเอกสาร(ชี้ท) ประกอบการสอน จากวิดีทัศน์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning ในลักษณะนี้เท่ากับว่าผู้สอนเพียงต้องการ จัดหาทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งสำหรับผู้เรียนในการเข้าถึงเนื้อหาเพื่อให้ ประสบการณ์พิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้เรียนเท่านั้น
            
       สื่อเติม (Complementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะเพิ่มเติมจากวิธีการสอนในลักษณะอื่นๆ เช่น นอกจากการบรรยายในห้องเรียนแล้ว ผู้สอนยังออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมจาก e-Learning ในความคิดของผู้เขียนแล้ว ในประเทศไทย หากสถาบันใด ต้องการที่จะลงทุนในการนำ e-Learning ไปใช้กับการเรียน การสอนตามปรกติ (ที่ไม่ใช่ทางไกล) แล้ว อย่างน้อยควรตั้งวัตถุประสงค์ในลักษณะของสื่อเติม (Complementary) มากกว่าแค่เป็นสื่อเสริม (Supplementary) เช่น ผู้สอนจะต้องให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจาก e-Learning เพื่อวัตถุประสงค์ ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียนในบ้านเราซึ่งยังต้องการคำแนะนำ จากครู ผู้สอนรวมทั้งการที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดการปลูกฝังให้มีความใฝ่รู้โดย ธรรมชาติ
            





     สื่อหลัก (Comprehensive Replacement) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะแทนที่ การบรรยายในห้องเรียน ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์ ในปัจจุบัน e-Learning ส่วนใหญ่ในต่างประเทศ จะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสื่อหลักสำหรับแทนครู ในการสอนทางไกล ด้วยแนวคิดที่ว่า มัลติมีเดีย ที่นำเสนอทาง e-Learning สามารถช่วยในการถ่ายทอดเนื้อหาได้ใกล้เคียงกับการสอนจริงของครูผู้สอนโดย สมบูรณ์ได้ 




 
สรุป
        แม้ว่าการเรียนรายบุคคลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่มีมานาน หลายสิบปีแล้ว แต่คำว่า e-Learning กลับเป็นเรื่องที่นักการศึกษาในบ้านเราเพิ่งหันมาให้ความสนใจกันในขณะนี้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในวงการศึกษา ระบบสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนจาก e-Learning นี้เพิ่งจะมีความพร้อมและได้รับความนิยม เป็นที่แพร่หลายในเวลาไม่นาน กอปรกับราคาของเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่งจะมีราคาลดลง e-Learning เป็นรูปแบบการเรียน ที่สามารถนำไปใช้ได้หลายระดับ ครูผู้สอนควรพิจารณานำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับความพร้อม ความถนัด ความ สนใจและความต้องการของตน แต่อย่างไรก็ดี ผู้สอนที่สนใจจะนำ e-Learning ไปใช้กับการสอนในลักษณะสื่อเติม หรือ สื่อหลัก จะต้องให้ความร่วมมือในช่วงของการออกแบบและการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ สามารถถ่ายทอดการสอนได้ใกล้เคียงกับการสอนจริงมากที่สุดเสียก่อน นอกจากนี้ ผู้สอนควรที่จะต้องมีการศึกษาหา รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอนจาก e-Learning ของตนเพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการ ศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง 



 




ที่มา http://www.tsu.ac.th/cc/wbl_training/e-learning.htm
 http://www.kroobannok.com/1586