WebQuest
WebQuest หมายถึง
เว็บที่มีการออกแบบให้มีกิจกรรมการเรียนการสอนในลักษณะ "Inquiry-oriented"
กล่าวคือเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ความรู้จากการค้นคว้าด้วยตนเอง
โดยผู้เรียนสามารถหาข่าวสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากทรัพยากรที่กำหนดให้หรือจากแหล่งข่าวสารบน Internet
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ โดยจำแนกตามเวลาที่ผู้เรียนใช้ศึกษา
1.ระยะสั้น (เทียบเท่ากับการที่นักเรียนใช้เวลาเรียนในห้องเรียน 6 - 9 ชั่วโมง)แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ โดยจำแนกตามเวลาที่ผู้เรียนใช้ศึกษา
วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจับประเด็นความรู้ และเข้าใจถึงสาระของวิชา
2.ระยะยาว (เทียบเท่ากับการที่นักเรียนใช้เวลาเรียนในห้องเรียน 1 สัปดาห์ -
1 เดือน) วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจับองค์ความรู้ ขยายผลของการเรียนรู้ และสามารถสาธิตผลของความรู้ที่ได้รับในลักษณะรูปธรรม WebQuest ทุกประเภทต่างถูกออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน เพื่อให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง WebQuest กับ Web ทั่วไป จึงกำหนดว่าWeb ที่เรียกว่า WebQuest จำต้องมีลักษณะดังนี้
1. บทนำ (Introduction) เป็นส่วนที่กำหนดขั้นตอน และให้ความรู้พื้นฐาน
2. งาน (Task) เป็นส่วนที่กำหนดว่าให้ผู้เรียนทำอะไร ซึ่งควรชัดเจน และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
3.แหล่งข้อมูล (Information sources)เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนทำงานที่กำหนดสำเร็จสมบูรณ์ ซึ่งแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่(อาจไม่ทั้งหมด) อยู่ในเอกสารเดียวกันซึ่งทั้งนี้แหล่งข้อมูลดังกล่าวอาจหมายถึงเอกสารบนเว็บ ต่าง ๆ หรือ URLที่เกี่ยวข้อง e-mail ของผู้ชำนาญการในเรื่องนั้น ๆ ฐานข้อมูลที่สามารถเข้าสืบค้นได้บนเว็บ ตลอดจนหนังสือวิชา
การที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
4. กระบวนการ (Process) เป็นส่วนที่กำหนดให้ผู้เรียนกระทำตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อเข้าสู่วัตถุประสงค์ของงานหนึ่ง ๆ โดยปกติอยู่ในรูปแบบของกระบวนการที่มีคำอธิบายเป็นขั้น ๆ และ
เป็นลำดับ
5. การประเมินผล (Evaluation) เป็นส่วนที่กำหนดขึ้นเพื่อประเมินคุณภาพ
6. บทสรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่ทำให้ภาพของคำถามกระจ่างชัด ทำให้ผู้เรียนรู้ว่าตนได้รับรู้อะไร และสามารถช่วยทำให้ผู้เรียนขยายผลการเรียนรู้ของตนเองออกไป
นอกจากนี้ อาจมีลักษณะที่เป็นปัจจัยหลัก คือ
- ทำให้เกิดการทำงานเป็นกลุ่ม (Groupactivity)
- มีองค์ประกอบที่จูงใจ (Motivation elements) ในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนาน เช่นการทำการทดลองคล้ายนักวิทยาศาสตร์ การสืบค้นคล้ายนักสืบ การรายงานที่ค้นพบคล้ายผู้รายงานข่าว เป็นต้น
- อาจเป็นความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง(Single discipline) หรือ เป็นสหวิทยาการ (Interdiscipline)
ทำให้เกิดกระบวนการคิด ยึดหลักการ (Marzano,1992) ดังนี้
การเปรียบเทียบ (Comparing)หมายถึงการทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเปรียบเทียบตรง โดยชี้ชัด และระบุได้ว่ามีความเหมือนความต่างระหว่างสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เช่น การเปรียบเทียบความใจเย็นว่าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง เป็นต้น
การจำแนก (Classifying) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถจัดกลุ่ม โดยระบุคุณสมบัติของแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจน เช่น สามารถแยกสัตว์ที่พบเห็น
ว่าอยู่ในเพศผู้ หรือ เพศเมีย เป็นต้น
การอนุมาน (Deductive) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถให้เหตุผล จากส่วนรวมไปหากรณีเฉพาะราย คือ การให้เหตุผลโดยใช้สิ่งที่ค้นพบทั้งหมดเพื่ออธิบายปรากฎการณ์เฉพาะกรณี หรือจากผลไปหาเหตุการอุปมาน (Inductive) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถให้เหตุผลจากกรณีเฉพาะราย ไปหาส่วนรวม คือการให้เหตุผล โดยใช้สิ่งค้นพบเฉพาะรายไปหาผลรวม หรือจากเหตุไปหาผลการวิเคราะห์ข้อผิดพลาด (Analyzing errors) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถชี้ว่าข้อผิดพลาดของตนหรือของผู้อื่นเกิดขึ้นเพราะสิ่งใดการหาเหตุผลมารองรับ (Constructing supports) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถสร้าง หรือหาระบบมารองรับ การยืนยันในเรื่องหนึ่ง ๆสาระสังเขป (Abstraction) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างข้อเขียน ที่สรุปความของรายงานหรือบทความอย่างกะทัดรัดชัดเจนโดยมีใจความครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมดสร้างความรู้ชัด (Analyzing perspectives) หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ชัดในเรื่องที่เรียนรู้
ในปัจจุบันมีผู้กล่าวถึงและนำ Web Quest มาจัดการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้นและยังมีงานวิจัยที่สนับสนุน Web Quest ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ปิยะ รัตน์ (2545) ได้ศึกษาผลของเว็บเควสท์ ที่มีต่อการพัฒนาความคิดขั้นสูงของผู้เรียนระดับประถมศึกษา พบว่าการพัฒนาความคิดขั้นสูงของผู้เรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 Chuo (2004) ได้ศึกษาผลของเว็บเควสท์ที่มีต่อ การแสดงออกและความเข้าใจทางการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับชาวต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบกลุ่มควบคุม ใช้วิธีการสอนแบบปกติ จำนวน 52 คน และกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการสอนแบบเว็บเควสท์ จำนวน 51 คน พบว่า การแสดงออกทางการ เขียนของผู้เรียน มีความแตกต่างกัน โดยผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียนแบบเว็บเควสท์ มีการแสดงออกสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนแบบปกติ สำหรับด้านความเข้าใจทางภาษาให้ผลไม่แตกต่างกันRozema (2004) ได้ศึกษาแนวทางการนำ สื่อแบบดิจิตอลมาใช้ในการเรียนการสอนวรรณกรรม โดยเปรียบเทียบสื่อการสอนทางเว็บแบบปกติ กับ เว็บเควสท์ พบว่ารูปแบบการเรียนโดยใช้เว็บเควสท์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์วรรณกรรมต่างๆ ได้
Lim (2001) ได้ศึกษาถึงรูปแบบและลักษณะของการออกแบบบทเรียนออนไลน์ด้วยวิธีสืบ
สวนสอบสวน โดยใช้เว็บเควสท์ เป็นเครื่องมือในการศึกษา Lim ได้ตั้งคำถาม 4 ประการคือ
ก) มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ใช้ในการออกแบบบทเรียนออนไลน์ด้วยวิธีสืบสวนสอบสวน
ข) อะไรเป็นจุดชี้วัดว่าบทเรียนออนไลน์แบบใดออกแบบด้วยวิธีสืบสวนสอบสวน
ค) โครงสร้างที่มีลักษณะเป็นโครงร่าง (Scaffolding) มีความสำคัญอย่างไรในการแนะนำ
ผู้เรียนให้ศึกษาเรียนรู้ด้วยวิธีสืบสวนสอบสวน
ง) ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้างสำหรับการออกแบบบทเรียนออนไลน์ด้วยวิธีสืบสวน
สอบสวน จากนั้น Lim (2001)ได้สร้างบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์ โดยเก็บรวบราวข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ นักพัฒนา และครูผู้สอน ทำการวิเคราะห์เอกสารต่างๆ จากนั้นจึงสร้างบนเรียนออนไลน์ แล้วจึงเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง พบว่าบทเรียนออนไลน์ด้วยวิธีสืบสวน สอบสวนมีองค์ประกอบ 4 ประการคือ
ก) การประเมินผลผู้เรียน พร้อมกับเงื่อนไขประกอบ
ข) ออกแบบด้วยวิธีสืบสวนสอบสวน
ค) ออกแบบให้มีสภาพแวดล้อม / แหล่งข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ
ง) ออกแบบให้มีการสื่อสารด้วยวิธีสืบสวนสอบสวนและแบบร่วมมือกัน
Lind (2001) ได้ศึกษาถึงการบูรณาการเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน โดย
ทดลองกับนักเรียนระดับ (Grade) 4 และ5 Lind ได้สร้าu3591 .หลักสูตรสำหรับกลุ่มตัวอย่างของเขา โดยใช้บทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) เอ็นไซโคปีเดีย ซีดีรอม และอินเตอร์เน็ต พบว่าผู้เรียนมีความกระตือรือล้นในการเรียนมาก ให้ความร่วมมือในทุกๆ ด้านและเข้าใจบทบาทของตนได้เป็นอย่างดี Joung (2003) ได้ศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือบนระบบออนไลน์ ในด้านของการ กำหนด จุดมุ่งหมาย ความคิดริเริ่ม และลักษณะของการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน โดยใช้ WebQuests ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน พบว่าการเรียนการสอนมีลักษณะที่ยืดหยุ่นและตรงกับความต้องการของผู้เรียนมาก อีกทั้งการเรียนแบบร่วมมือยังได้ผลในด้านต่างๆ มากกว่าการเรียนแบบปกติ
การพัฒนา WebQuest ต่างจากสื่อการเรียนรู้แบบเอกสารสิ่งพิมพ์ ตรงที่นำเทคโนโลยี
การสื่อสารเข้าร่วม เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่อาจมากขึ้นกว่าการเรียนรู้แบบเดิม ๆ โดยผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ระยะเวลาในการศึกษาที่ลดลง การศึกษาที่ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ การกระตุ้นด้วยรางวัลที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบคะแนน พบว่าหากสามารถดำเนินการสร้าง WebQuest ที่ดำเนินตามเกณฑ์ในระดับที่สมบูรณ์ผู้เรียนมีเครื่องมือในการเรียนรู้ที่ มุ่งตรงสู่ความรู้เกิดการสร้างความคิด ได้รับการสั่งสมประสบการณ์ จนสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างผู้รู้
ที่แท้จริง
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า
บทเรียนออนไลน์แบบ WebQuest จะช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น เนื่องจาก บทเรียนออนไลน์แบบWebQuesสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เข้าถึงเนื้อหา ข้อมูลความรู้อย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือก ซึมซับ เนื้อหาข้อมูลนั้นๆ ให้เหมาะกับตน ทั้งยังฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดในขั้นสูง ในระดับการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนประเมินค่า อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนจะเป็นไปในเชิงบวก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ทั้งด้านความคิดและ ความสามารถ ผนวกกับการออกแบบรูปแบบบทเรียนออนไลน์ที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทบาทของ ตนเองได้ชัดเจน นำไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้กระบวนการเรียนการสอน เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขโดยแท้จริง
ที่มา:http://adisa-sawaddee.blogspot.com/2012/11/webquest.html
http://www.learners.in.th/blogs/posts/455902




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น