“ฝังแร่ไอโอดีน” รักษามะเร็งตับอ่อน
นวัตกรรมใหม่จากจีน...ไม่ต้องผ่าตัด"
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 00:00
น.
ในประเทศไทยโรคมะเร็งถือเป็นโรคอันดับ
1 ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ
โดยมักมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด
มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม รวมไปถึงเนื้องอกอื่นๆ ซึ่งการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เหมาะสมกับโรคเป็นเหตุผลหลักที่นำไป
สู่การเสียชีวิต โดยเฉพาะ “มะเร็งตับอ่อน” ที่ผ่าตัดไม่ได้เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับเนื้อเยื่อสำคัญ ล่าสุดได้มีนวัตกรรมใหม่จากประเทศจีนมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ป่วย
นั่นคือ การฝังแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125 แบบไม่ต้องผ่าตัด
นายแพทย์หวู ชิง ไข่ (Wu Ging Kai) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งประจำโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่
กว่างโจว ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งตับอ่อนเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยแรก คือเรื่องอาหารการกิน
ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและโปรตีนสูง ชอบกินอาหารปิ้งย่าง
ปัจจัยต่อมาคือสิ่งแวดล้อม ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกรรมพันธุ์
ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับอ่อนอาการเริ่มแรกส่วนใหญ่จะไม่แสดงออกมา แต่สามารถสังเกตได้จากการที่มีน้ำหนักลด
ตัวเหลือง ซึ่งอาการระยะแรกนี้จะต้องแบ่งแยกกับอาการของผู้ป่วยท่อน้ำดีและตับอักเสบ
ด้วยเนื่องจากมีอาการคล้ายกัน
สถิติของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนในประเทศจีนมีแนวโน้มมากขึ้น
ทุกปีรวมถึงผู้
ป่วยในประเทศไทยด้วย เพราะมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารคล้ายๆ กัน
ที่สำคัญโรคมะเร็งตับอ่อนในสมัยก่อนการรักษาค่อนข้างยากเนื่องจากไม่สามารถ
ผ่าตัดได้
เพราะตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ชิดกับเนื้อเยื่อสำคัญและมีเลือดค่อนข้าง
สมบูรณ์ ทำให้การรักษาด้วยวิธีคลีโมแล้วให้ผลการรักษาที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม
ล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนได้เป็นผล
สำเร็จ คือ “วิธีการรักษาด้วยการฝังแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125
เป็นระเบิดนิวเคลียร์ทำลายเนื้องอก”
การรักษามะเร็งด้วยการผ่าตัดโดยเทคนิคบาดแผลเล็ก (Minimally
invasive) กำจัดเนื้องอกโดยตรงผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนกับแผนปัจจุบันได้รวบรวม
12 เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษาโรคมะเร็งต่างๆ โดยการรักษากำหนดเป้าหมายเนื้องอกแล้วรักษาโดยตรง
ทำให้เนื้องอกตายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายส่วนอื่น ร่างกายเจ็บปวดน้อย
ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการรักษาด้วยวิธีการฝังแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125
ถือเป็น 1 ใน 12 เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษามะเร็ง
ซึ่งเหมาะสมกับการรักษามะเร็งตับอ่อนและเป็นเทคโนโลยีการรักษาที่เพิ่งเกิด ขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้
นอกจากนี้ยังเหมาะกับโรคมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งโพรงจมูก
และมะเร็งต่อมลูกหมาก
หลักการทั่วไปของการรักษาด้วยแร่ไอโอดีน คือ ก่อนที่จะทำการรักษาต้องเช็คร่างกายของผู้ป่วยโดยการใช้เครื่องอัลตราซาวน์
หรือเครื่องซีทีสแกน (CT-Scan) เพื่อค้นหาเนื้องอกว่าอยู่จุดไหนและทำการมาร์คจุด
จากนั้นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์วัดขนาดของเนื้องอกและคำนวณว่าจะต้องใช้แร่ ไอโอดีนจำนวนเท่าใด
โดยขนาดของแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125 จำนวน 3 เม็ด ยาวเท่ากับเม็ดข้าวสาร 1 เม็ด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะและผลิตจากโรงงาน
ที่ดีมีคุณภาพของทางโรงพยาบาล จากนั้นใช้เครื่องซีที สแกนนำทางในการใช้เข็มที่ยาวพิเศษแทงเข้าไปในเนื้องอกโดยตรงและนำแร่ไอโอดีน
เข้าไปฝังในเนื้องอกอย่างแม่นยำ
การรักษาไม่ต้องวางยาสลบ แค่ฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น โดยใช้เวลาในการรักษาประมาณ
30-45 นาที เมื่อฝังแร่ไอโอดีนฯ เสร็จแล้วผู้ป่วยควรนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการประมาณ
1-2 วัน หากไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
ก็สามารถเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ซึ่งแร่ไอโอดีนที่ฝังเข้าไปจะปล่อยรังสีแกรมม่าออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นวิธี
ที่ทำให้ส่วนของเนื้องงอกถูกทำลาย แต่ขอบเขตการแผ่รังสีแต่ละเม็ดแค่เพียง
1.7 เซนติเมตรเท่านั้น
ทำให้ลดความเสียหายที่จะเกิดกับเนื้อเยื่อปกติ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงบาดแผลจากการผ่าตัด
ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง
หลังจากฝังแล้วแร่ไอโอดีนฯ แล้วกระจายรังสีแกรมม่าออกมาโดยมีอายุการทำงานนานประมาณ
6 เดือน ซึ่งภายใน 6 เดือน
จะมีรังสีแกรมม่าแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่องภายในเนื้องอกทำให้เซลล์มะเร็ง
ส่วนใหญ่ตายไป โดยประโยชน์จะเหมือนกับการฉายแสง
แต่ว่าวิธีการรักษาแบบนี้รังสีทำลายเฉพาะเนื้องอกเท่านั้น
แต่การฉายแสงทั่วไปจะมีผลข้างเคียงจะมาก
นอกจากนี้วิธีการรักษาด้วยการฝังแร่ไอโอดีนฯ
ส่วนใหญ่รักษาควบคู่กับการอุดเส้นเลือดและทำคลีโมเฉพาะจุด
ซึ่งตัวเม็ดแร่ไอโอดีนฯ
ที่ฝังไว้ในเนื้องอกจะอยู่กับคนไข้ไปตลอดไปแต่ไม่มีอันตราย
เพราะอยู่ในเนื้องอกและมีเนื้อใหม่เกิดขึ้นมาห่อหุ้มเนื้องอก
หากจะมีแร่ไอโอดีนฯ
รั่วออกมาก็สามารถรั่วออกมาได้ เช่น ที่โพรงจมูกอาจจะหลุดออกมา
แต่เมื่อหลุดออกมาแล้วแพทย์จะแนะนำผู้ป่วยไม่ให้นำไปโยนทิ้งเพราะมี
กัมมันตรังสี
ช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่กลับไปพักผ่อนที่บ้านสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและเดินทางมาตามนัด
เพื่อติดตามผลการรักษาทุก 2 เดือน ซึ่งคนไข้สามารถตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอื่นได้และนำผลมาให้คุณหมอดูได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือควรอยู่ห่างหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ขวบ ประมาณ 1.5 เมตร
เพื่อป้องกันเด็กและหญิงตั้งครรภ์ไม่ให้โดนรังสี และควรทานอาหารที่มีรสจืด
รับประมาณผักผลไม้และนมจืดมากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ
อย่างไรก็ตามหลังจากเซลล์มะเร็งตายไปแล้ว แต่การรักษาเนื้องอกยังต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เพราะเซลล์มะเร็งบางส่วนสามารถกระจายไปที่อื่นได้ เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคภูมิคุ้มกัน เมื่อผู้ป่วยเป็นมะเร็งทั่วทั้งร่างกายก็จะมีเซลล์มะเร็งอยู่ด้วยจึงต้อง ติดตามตรวจร่างกายตามหมอนัด เช่น บางคนอาจจะมาตรวจทุก 3 เดือนหรือบางคน 6 เดือน เพื่อรักษาไปตามอาการที่พบระงับการเจริญเติบโตของเนื้องอกถือเป็นการยืด ชีวิตของคนไข้ต่อไป รวมทั้งคนไข้ต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ดีเพิ่มขึ้นด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การกินและการพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และงดแอลกอฮอล์
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาโรคมะเร็งสมัยใหม่ กว่างโจว อาคารไซเบอร์เวิลด์ ทาวเวอร์ ชั้น 5 ตรงข้ามห้างโรบินสัน รัชดา โทร. 0-2645-2799 หรือ 08-2799-2888
เคล็ดลับสุขภาพดี - เลือกกลิ่นบำบัดให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือดเสริมสุขภาพ
ปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนมักมีปัญหาซึมเศร้า
อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โกธรง่าย ระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่ดี ซึ่งกลิ่นหอมระเหยสามารถช่วยบำบัดอาการเหล่านี้ได้
แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ว่ากลิ่นหอมระเหยแต่ละกลิ่นจะเหมาะสมกับเราหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับกรุ๊ปเลือดด้วย
เพราะเป็นการช่วยให้การทำงานของกลิ่นมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลนครธน
และ ธันยวัลย์ สุนทรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญการใช้กลิ่นบำบัดอโรมาเธอราพี
ศูนย์ไทยเมดิคอลสปา โรพยาบาลนครธน ให้ความรู้ว่า มนุษย์เรามีกลิ่นกายหอมที่ติดตัวเราที่ธรรมชาติให้มาโดยไม่ต้องแต่งเติมอะไร
แน่นอนว่าเลือดเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละคนแต่ละ กรุ๊ปเลือด
ซึ่งเลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีเลือดแตกต่างกัน การบำบัดด้วยกลิ่นที่เหมาะสมตามกรุ๊ปเลือด
ไม่ว่าจะเป็นการนวดอาโรมาหรือการบำบัดด้วยกลิ่นโดยการผสมใช้ในเครื่องสำอาง ล้วนส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด
ช่วยปรับสมดุล ฟื้นฟูสภาพกาย ใจ จิตวิญญาณ และช่วยเสริมสร้างแอนติบอดี้ภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี
เมื่อร่างกายได้รับกลิ่นบำบัดที่ใช่กับตัวเราไม่ว่าจะทางจมูกหรือผิวหนัง กลิ่นเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังสมองส่วนลิมบิค
(Limbic) ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ เช่น ความรัก ความเศร้า
ความโกธร รวมถึงความจำ นอกจากนี้ยังสื่อสารกับร่างกายผ่านสมองส่วนไอโปธาลามัส (Hypothalamus)
ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาให้ร่างกายกลับสู่ภาวะสมดุล ผ่านต่อมใต้สมอง
ซึ่งเป็นต่อมสำคัญของร่างกาย
ดังนั้นปฏิกิริยาของร่างกายที่ได้รับกลิ่นบำบัดเหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดจะ ส่งผลให้มีการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญๆ และจำเป็นต่อร่างกาย เริ่มจาก “กรุ๊ปโอ” เป็นกรุ๊ปที่ย่อยอาหารเนื้อสัตว์ได้ดี เพราะเป็นกรุ๊ปเลือดเก่าแก่ที่สุด มาจากมนุษย์กลุ่มแรกของโลกที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และกินเนื้อเป็นอาหาร น้ำย่อยในกระเพาะจึงมีความเป็นกรดสูง จึงควรหลีกเลี่ยงกลิ่นบำบัดหรือน้ำมันหอมระเหยตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด เกรปฟรุต ส่วนกลิ่นที่เหมาะสมซึ่งเน้นไปที่กลิ่นใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัย บนดิน ได้แก่ ต้นไทม์ ราสเบอร์รี่ ซีดาร์วู้ด แฟรงคินเซนส์ เปปเปอร์มินท์ กำยานไทย
“กรุ๊ปเอ” พัฒนามาจากกรุ๊ปโอ หลังจากหมดยุคล่าสัตว์ มนุษย์รู้จักเพาะปลูกพืช กินผักผลไม้เป็นอาหารหลักแทนเนื้อสัตว์ น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงมีความเป็นกรดต่ำ หากกินเนื้อสัตว์มากจะทำให้ย่อยยาก และยังมีปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดสูง เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาปริมาณสูง แต่ฮอร์โมนดังกล่าวจะลดลงถ้าได้กลิ่นบำบัดที่เหมาะสม โดยมีกลิ่นของต้นไม้ในสวน เช่น ชาเขียว ใบมะเขือเทศ ใบโหระพาและยี่หร่า และกลิ่นที่ควรเลี่ยง คือ กลิ่นกระดังงา มะลิ หรือกลิ่นโทนต่ำเพราะจะกดระบบประสาทและการไหลเวียนเลือด ส่วน “กรุ๊ปบี” วิวัฒนาการมาจากกรุ๊ปโอและเอ ที่ตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูกแล้วยังรู้จักเลี้ยงสัตว์ กินเนื้อและนมของสัตว์ที่เลี้ยงไว้ จึงกินอาหารได้หลากหลาย ทำให้ร่างกายสมดุลขจัดความเครียดได้ แต่เมื่ออยู่ในภาวะไม่สมดุลมักมีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องและไวรัส จะเกิดอาการเหนื่อยล้าง่าย จึงควรเลี่ยงกลิ่นโทนต่ำเช่นเดียวกับกรุ๊ปเอ ส่วนกลิ่นธรรมชาติของกรุ๊ปบีจะเป็นกลิ่นธาตุไม้และกลิ่นเผ็ดร้อน เช่น ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว ชาดำ แอปเปิลแดง ทับทิม พริกไทย พิมเสน และไม้สัก
สุดท้าย “กรุ๊ปเอบี” เป็นกรุ๊ปที่มีวิวัฒนาการซับซ้อนมากขึ้น เพราะเกิดหลังสุด เพิ่งค้นพบเมื่อประมาณ 1,000-1,500 ล้านปีมานี้เอง วิธีการกินจึงต้องผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือดเอกับบีรวมกัน โดยมีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอและมีกรดในกระเพาะอาหาร ต่ำ ฉะนั้นกลิ่นที่เหมาะสมจึงต้องเป็นส่วนประกอบของแร่หลากชนิดมารวมกัน เช่น แอลดีไฮด์ (ยูคาลิปตัส มะนาว ตะไคร้ ใบส้ม เกรปฟรุต และซีดาร์วู้ด) อะลูมิเนียม หินชนวน ก้อนกรวด น้ำ เป็นต้น จะเห็นว่าคนเรามีกรุ๊ปเลือดที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกกลิ่นบำบัดที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดของตัวเองก็จะสามารถช่วย เสริมสุขภาพ และสร้างสมดุลแห่งชีวิตให้กับเราได้อีกทางหนึ่ง.
สรรหามาบอก
-โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับ สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพยาบาลและผู้ที่สนใจ เข้าร่วมการประชุมฟื้นฟูวิชาการ เรื่อง “Best Practice for Cancer Care : วิทยาการก้าวหน้าในการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง” ในหัวข้อต่างๆ อาทิ พยาบาลกับการปรับตัวเข้าสู่ AEC,เทคนิคการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการรักษาและในระยะประคับประคองฯลฯ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์รวม ในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 08.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ วิทยากร(7R) ชั้น 7 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ สอบถามได้ที่ โทร. 0-2755-1464, 08-3421-2555-คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังบรรยายการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในหัวข้อเรื่อง “อารมณ์ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร” โดยได้รับเกียรติจากแพทย์จีนเชน ปรีชาวณิชวงศ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ เป็นวิทยากร ใน วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 10.00-12.00 น. สนใจสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ โทร.0-2223-1111 ต่อ 617,623
-โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมมนาในหัวข้อ “สมาธิส่งผลทางตรงและทางอ้อมต่อความงามของผู้ปฏิบัติ” และกิจกรรม Workshop “สวยด้วยสมาธิ” และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์โลกตะวันออกและการฝังเข็ม “การฝังเข็มกับความงาม” ใน วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมบัญชา ล่ำซำ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สำรองร่วมกิจกรรมโทร. 0-2711-8181




การฝังแร่ไอโอดีนหลักการทั่วไปของการรักษาด้วยแร่ไอโอดีน คือ ก่อนที่จะทำการรักษาต้องเช็คร่างกายของผู้ป่วยโดยการใช้เครื่องอัลตราซาวน์ หรือเครื่องซีทีสแกน เพื่อค้นหาเนื้องอกว่าอยู่จุดไหนและทำการมาร์คจุด จากนั้นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์วัดขนาดของเนื้องอกและคำนวณว่าจะต้องใช้แร่ ไอโอดีนจำนวนเท่าใด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะและผลิตจากโรงงาน ที่ดีมีคุณภาพของทางโรงพยาบาล จากนั้นใช้เครื่องซีที สแกนนำทางในการใช้เข็มที่ยาวพิเศษแทงเข้าไปในเนื้องอกโดยตรงและนำแร่ไอโอดีน เข้าไปฝังในเนื้องอกอย่างแม่นยำ โดยเป็นการนำเสนอนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ใหม่ที่ดีมากค่ะ
ตอบลบ